น้ำตกทีลอซู

                          

 

น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ห่างจากที่ทำการเขตฯ 3 กิโลเมตร ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย[ต้องการอ้างอิง]

ตามความจริงต้องออกเสียงว่า “ทีลอชู” และเป็นคำนามในภาษากะเหรี่ยงแปลว่า “น้ำตก” ชื่อ “ทีลอซู” เป็นความพยายามแปลความหมายทีละคำ โดย “ที” หรือ “ทิ” แปลว่า “น้ำ” “ลอ” หรือ “ล่อ” แปลว่า “ตก” แต่ “ชู” ไม่มีความหมายใกล้เคียง ดังนั้น จึงมีความพยายามทำให้เป็นคำที่มีความหมาย เนื่องจาก “ซู” แปลว่า “ดำ” จึงนำไปสู่การเรียกว่า “ทีลอซู” และแปลว่า “น้ำตกดำ”

ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงาม และมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. – 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่เป็นช่วงที่ทางรถเข้าน้ำตกปิด เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทางและถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ได้ โดยการซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางและเดินป่าอีกราว 12 กม.แต่หากมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว – ฤดูร้อนระหว่าง 1 ธ.ค. – 31 พ.ค. ก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเที่ยวแบบไปกลับหรือพักค้างแรม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้น้ำตกทีลอซู เป็นหนึ่งในเก้าตะวัน ตามโครงการมหัศจรรย์เมืองไทย 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน โดยมีจุดเด่นคือ “มหัศจรรย์รุ้งกินน้ำที่น้ำตกทีลอซู”

ประวัติน้ำตกทีลอซู

ทีลอซู ได้รับการค้นพบโดยพรานชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาล่าสัตว์ ก่อนที่ ตชด.ได้บินเข้ามาสำรวจในพื้นที่และได้พบน้ำตกทีลอชู ต่อมากรมป่าไม้จะประกาศให้บริเวณนี้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และหลังจากปี พ.ศ. 2528 ที่ อำเภอ ปรีชา อินทวงศ์ พาบุคลากรของนิตยสารท่องเที่ยวแคมปิง เข้าไปสำรวจน้ำตกทีลอซูและนำไปตีพิมพ์ลงนิตยสารจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนภายนอกรู้จัก

“ทีลอซู” หรือออกเสียงตามภาษาภาษาปะก่าหญอว่า “ที-หล่อ-ชู” ที แปลว่า น้ำ, หล่อ แปลว่า ไหล และ ชู แปลว่า ทิ้มแทง (หล่อ-ชู เป็น กิริยา หมายถึง การไหลลงมาอย่างแรงของน้ำปะทะกับพื้นเบื้องล่าง) ดังนั้นจึงแปลว่าน้ำตก (บางท่านบอกว่าแปลว่า น้ำตกดำ คำว่า “ดำ” ไม่ได้ออกเสียงว่า ซู แต่ออกเสียงคล้ายๆกัน ไม่รู้จะเขียนเป็นอักษรไทยอย่างไร เพราะเสียงนี้ไม่มีในภาษาไทย ต้องออกเสียงให้ฟังนะครับ ถึงจะแยกความแตกต่างได้) น้ำตกนี้ซ่อนอยู่ในหลืบผาอันกว้างใหญ่ สายน้ำเกิดจากห้วยกล้อทอซึ่งมีแดนกำเนิดอยู่บนดอยผะวี แล้วไหลลงแม่น้ำแม่กลองที่ ตำบล แม่ละมุ้ง อำเภอ อุ้มผาง

การค้นพบที่กล่าวถึงเป็นการพบของคนไทย จากงานของ ประชา แม่จัน ในหนังสือ “อุ้มผาง เบื้องหลังธรรมชาติ” [1] เขียนถึง บริเวณที่ตั้งแคมป์ทีลอชู เป็นบ้านเก่าชาวปกากะญอ (กะเหรี่ยง) เรียกว่า “ว่าชื่อคี” บริเวณที่จอดรถเป็นที่นาเก่าของชาวบ้านที่นี่ การที่เป็นบ้านร้างเพราะชาวบ้านบางส่วนได้ย้ายไปอยู่บ้านโขะทะเพื่อเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เหลือย้ายเข้ามาอยู่กับฝ่ายรัฐบาล ดังนั้น ชาวปกากะญอที่นี่รู้จักน้ำตกทีลอชูมาช้านานแล้ว

                        

 สิ่งที่น่าสนใจ

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1.5 กม.ก่อนถึงน้ำตกจะผ่านป่าไผ่และป่าเบญจพรรณ มีดอกกระเจียวขึ้นตามพื้นป่าระหว่างทางมีป้ายสื่อความหมายเกี่ยวกับธรรมชาติและพืชพันธุ์ตามจุดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา เมื่อถึงบริเวณน้ำตก จะเห็นละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วโขดหินเบื้องล่าง มองเห็นธารน้ำตกลงมาจากผาหินปูนซึ่งอยู่สูงประมาณ300ม. ตามแนวกว้างกว่า500 ม. ท่ามกลางป่าครึ้ม อาจแบ่งธารน้ำตกได้เป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มด้านซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าหาน้ำตก) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดสูงที่สุด และเป็นด้านที่สวยที่สุด มีธารน้ำตกหลายสายไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นเชิง ส่วนกลุ่มตรงกลาง สายน้ำไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันใกล้เคียงกบกลุ่มซ้ายมือแต่ไม่เป็นชั้นและแคบกว่า ส่วนหลุ่มทางขวามือ มีสายน้ำตกมากและหน้าผาเตี้ยกว่าสองกลุ่มแรก เมื่อมองทั้งสามกลุ่มรวมกันจะเห็น น้ำตกทีลอซู ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม บริเวณด้านล่างมีทางเดินไปยังจุดชมวิวทิวทัศน์บนยอดเขาฝั่งตรงกันข้าม เป็นจุดที่มองเห็น น้ำตกทีลอซู ได้สวยงามและชัดเจนขึ้น ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 2 ชม.

ข้อคิด

การไปเที่ยวน้ำตกเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น จะยิ่งตื่นเต้นถ้าไปกับแฟน

ที่มา

http://th.wikipedia.org/wiki/

 

Advertisements

แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในมาเลเซีย

เก็นติ้ง ไฮแลนด์

   ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจบนท้องฟ้าของมาเลเซีย โดยอยู่กลางหุบเขา Gunung Ula Kall เก็นติ้งไฮแลนด์มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร และเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทนำสมัย จุดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากที่สุดของที่นี่คือ บ่อนคาสิโนครบวงจร ที่มีทั้งโรงแรม เลาจน์ การแสดง และ ดิสโก้เธค บนหุบเขามีทั้งสวนสนุกทั้งแบบในที่ร่มและแบบกลางแจ้งมีทั้งเครื่องเล่นท้าความเร็วอย่าง โรลเลอร์ โคสเตอร์ และเครื่องเล่นสำหรับครอบครัว

นอกจากนี้ยังมีสนามกีฬาในร่มเหมาะสำหรับการเล่นบาสเก็ตบอล ปิงปอง แบดมินตัน รวมทั้งลานโบว์ลิ่ง 32 เลน และสระว่ายน้ำในที่ร่ม ยิ่งกว่านั้นเก็นติ้งไฮแลนด์ยังมีฟาร์มเห็ด และสนามกอล์ฟ 18 หลุม รวมทั้งสนามม้า และไฮไลท์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่คือระบบเคเบิ้ลคาร์ไว้คอยบริการ สำหรับที่พักในเก็นติ้งไฮแลนด์มีทั้งแบบอพาร์ทเม้นท์ บังกะโล และโรงแรม

สำหรับการเดินทางก็ไม่ไกลนัก โดยขับรถออกจากกัวลาลัมเปอร์มาเพียง 51 กิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งชั่วโมง เพียงขับรถออกจากกัวลาลัมเปอร์เพียงไม่ไกล คุณก็จะได้พบกับ Bukit Tinggi Resort รีสอร์ทสงบเงียบกลางหุบเขาที่สามารถผ่อนคลายคุณจากความวุ่นวายในตัวเมืองด้วยอากาศสดชื่นเย็นสบาย อีกทั้งยังมีทางเดินป่าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางไกล ภายใต้บรรยากาศแห่งขุนเขาและป่าไม้
 
                                                        เก็นติ้ง ไฮแลนด์

คาเมรอน ไฮแลนด์

   อยู่เหนือระดับน้ำทะเลราว 1,820 เมตรคือที่ราบสูงคาเมรอน ไฮแลนด์ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเยือนได้ โดยผ่านเมือง Tapah ในรัฐเปรัค ที่ราบสูงแห่งนี้ถูกค้นพบโดยวิลเลียม คาเมรอน นักสำรวจในปี ค.ศ.1885 โดยเขาได้บรรยายที่แห่งนี้ว่าเป็น “ที่ราบสูงที่ลาดเอียงได้อย่างสวยงามและโอบล้อมไปด้วยหุบเขาสูงตระหง่าน” และคาเมรอน ไฮแลนด์ก็สวยงามสมคำกล่าวด้วยทัศนียภาพของหุบเขา และหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก
   แรกเริ่มเดิมทีผู้ที่เข้ามาจับจองพื้นที่ในที่ราบสูงแห่งนี้ คือบรรดาเจ้าของไร่ชา และเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยที่กำลังมองหาสถานที่ที่มีอากาศเย็นสบายสงบเงียบและเป็นส่วนตัวและหลังจากนั้นไม่นานชาวไร่สวนผักชาวจีนก็เข้ามาพร้อมกับการพัฒนาต่างๆ


                                                คาเมรอน ไฮแลนด์
   

   ในปัจจุบันคาเมรอนไฮแลนด์มีอำเภอขนาดใหญ่สามอำเภอคือ Ringlet ห่างจาก Tapah ประมาณ 46 กิโลเมตร เป็นพื้นที่หลักในการทำสวนผลไม้ และสวนผัก ถัดไปคืออำเภอ Tanah Rata ซึ่งเป็นเมืองสำคัญโดยมีที่พักแบบกระท่อมไม้ บ้านพัก บังกาโลและร้านอาหารมากมาย และห่างจาก Tanah Rata ออกไปอีก 3 กิโลเมตรคืออำเภอ Brinchang ซึ่งมีโรงแรมมาตราฐานสากล และสนามกอล์ฟ 18 หลุมเปิดให้บริการ ที่ Brinchang มีสถานอนุบาลพันธุ์ไม้ สวนผักและผลไม้ และไร่ชา ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อผัก และผลไม้สดได้ในราคาถูก นอกจากนี้ยังมีทางเดินป่าสำหรับทั้งเดินเล่น และทอดน่องหรือเดินขึ้นไปสำรวจภูเขา อย่างไรก็ตาม เส้นทางเดินอย่างหลักค่อนข้างอันตรายเนื่องจากคุณอาจหลงป่าได้ง่ายๆ

ตึกแฝดเปโตรนาส (Petronas Twin Tower)

   ในปัจจุบันเชื่อแน่ว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักเปโตรนาสตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกที่มีความสูงถึง 88 ชั้นหรือ 452 ม.เหนือเส้นขอบฟ้าสถาปัตยกรรมที่เปล่งประกายไปด้วยแสงแห่งความงดงามอันสร้างขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากหลักอิสลาม 5 ประการ นับเป็นศูนย์กลางแห่งความสวยงามกลางเมืองล้ำยุคแห่งกัวลาลัมเปอร์ สำหรับภายในตัวตึกเป็นที่ตั้งของ Petronas Performing Arts Group และห้องแสดงคอนเสิร์ต Dewan Filhamonik Petronas ซึ่งเป็นที่แสดงประจำของวงออร์เคสตร้าฟิลฮาร์โมนิคแห่งมาเลเซีย

                                                      ตึกแฝดเปโตนาส

อุทยานแห่งชาติปีนัง
   ตั้งอยู่สุดถนนเส้นสำคัญบาตู เฟอริงงี (Batu Ferringhi) เลยหมู่บ้านประมงเตลุก บาฮัง (Teluk Bahang) ไปจนสุดแหลมด้านเหนือ ภายในอุทยาน มีทางเดินสำหรับเที่ยวชมธรรมชาติของชนบท การเดินทางสู่ชนบทแห่งนี้ สามารถทำได้โดยการนั่งเรือ จากท่าเรือในหมู่บ้านเตลุก บาฮัง ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีหรือเดินเท้าประมาณ 90 นาทีจากเตลุก บาฮัง 
 
                                                    อุทยานแห่งชาติปีนัง

 ธรรมแเนียมที่ควรปฏิบัติเมื่ออยู่ในมาเลเซีย

การทักทายตามประเพณีทางศาสนาหรือการ “ สลาม” คือการยื่นมือทั้งสองมาสัมผัสกัน แต่มาบีบแรงหลังสัมผัสมือจะดึงมือกลับแล้วมาไว้ที่หน้าอกเป็นวิธีการแสดงออกซึ่ง การคารวะหรือทักทาย ที่มาจากใจ ผู้มาเยือนควรทักทายด้วยคำว่า “ สลาม” การใช้นิ้วชี้ไปยังสถานที่ สิ่งของ หรือคน ถือเป็นการไม่สุภาพ ในมาเลเซียจะใช้นิ้วโป้งด้านขวาชี้แทนและกำนิ้วที่เหลือไว้กับฝ่ามือนักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางที่เข้าไปยังสถานที่สำคัญทางศาสนา ต้องถอดรองเท้าเสมอ มัสยิดหรือวัดบางแห่งจะมีเสื้อคลุมและผ้าสำหรับคลุมศีรษะไว้ให้สำหรับสุภาพสตรี

  • – เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องต้องห้ามเนื่องจากหลักศาสนาอิสลามซึ่งเป็นที่นับถือ ของประชากรส่วนใหญ่ในมาเลเซีย
  • – ผู้ที่มียาเสพติดหรืออาวุธไว้ในครอบครอง มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว ไม่มีการลดหย่อน

การแต่งกาย นักท่องเที่ยวต้องแต่งกายให้เหมาะสม หากจะเข้าชมมัสยิดหรือวัด สำหรับสตรีควรแต่งกายสุภาพ กระโปรงยาวคลุมเข่า ห้ามใส่เสื้อทีเชิ้ต เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และรองเท้าโปร่ง ผู้เยือนชาย ควรใส่เสื้อมีปก และกางเกงขายาว ผู้เยือนหญิง ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่เปิดมากเกินไป

ที่มา

http://www.tourtooktee.com/

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

หมากเม่า พืชผลไม้ทางการเกษตร

 

 หมากเม่า มะเม่า เม่า ล้วนแต่เป็นชื่อเรียก พืชที่อยู่ในสกุลเม่า (Antidesma) ซึ่งมีหลากหลายชนิด Species) นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นชนิดของมะเม่า อย่างไรก็ตามคำว่า “เม่า” ยังเป็นชื่อเรียกแมลงเม่า ซึ่งเป็นชื่อเรียกตรงกันและมักจะสับสนระหว่างความหมายของคำ ๆ นี้หากไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมและอาจจะเข้าใจไปถึงการนำแมลงเม่ามาทำไวน์หรือผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นที่ทำจากมะเม่า สำหรับ “หมากเม่า ” เป็นชื่อเรียกท้องถิ่นของตะวันออกเฉียงเหนือ คำว่า “หมาก” หมายถึงผลนั่นเอง ผลจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยโดยสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรสกลนคร สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (ปัจจุบันเป็นคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร) พบว่ามะเม่าสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลผลิตภัณฑ์ได้หลากชนิด เช่น ไวน์เม่า น้ำเม่าแท้ (pure juice) น้ำเม่าชนิดสคว๊อท (maosquash)น้ำเม่าพร้อมดื่ม แยมเม่า และ เม่ากวน เป็นต้น

(http://gotoknow.org/blog.markmao) เป็นอีกสื่อหนึ่งที่จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหมากเม่าเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นผลงานที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าวิจัย ตลอดจนบทความเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ ตามความเป็นจริง เป็นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะในทางที่สร้างสรรค์ ทั้งนี้เพื่อผู้ที่สนใจได้รับข้อมูลที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้บุกเบิกและพัฒนาหมากเม่าตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน และได้เผ้าสังเกตุติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันพบว่าข้อมูลเกี่ยวกับหมากเม่ามีมากขึ้นทั้งทางด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การเพาะปลูก พันธุ์ ตลอดจนการวิจัยที่ขยายขอบเขตไปสู่เรื่องของยารักษาโรค และผลิตเสริมสุขภาพ อย่างไรก็ตามข้อมูลโฆษณาเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าในทางมิชอบยังคงปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ๆ ตามสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเข้าข่ายหลอกลวง และโฆษณาชวนเชื่ที่มีมากขึ้นเช่นกัน เช่น การโฆษณาเรื่องการเจริญเติบโตของหมากเม่าที่เร็วเกินจริง การให้ผลผลิตและราคาผลผลิตสูงเกินจริง การแอบอ้างเป็นพันธุ์ไม้มาจากต่างประเทศ เปลี่ยนชื่อให้เป็นพืช ตระกูล สกุล ชนิดหรือพันธุ์อื่น โดยไม่มีการอ้างอิงถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดจนการสมอ้างเรื่องต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนได้ประสบพบเห็นกับตัวเองทั้งจากสื่อสิ่งพิมพ์ การพูดคุยกับเกษตรกรที่สนใจ เพื่อนนักวิจัย และจากอินเตอร์เน็ท ซึ่งผู้อ่านสามารถติดตามได้ในส่วนของข้อคำถามและตอบปัญหา
 
ที่มา

6 ร้านเค้กที่ได้รับการคัดเลือกว่าอร่อยในกรุงเทพ

       ถ้าถามคนที่ชอบกินเค้กว่าชอบร้านไหนบ้าง คำตอบจาก 9 ใน 10 คนจะต้องมีร้าน Coffee beans by Dao อยู่ด้วย แสดงว่าร้านนี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
      
       ความจริงร้านนี้ตั้งอยู่ในอาคาร CASA VIVA ซอยเอกมัยมานานกว่า 7 ปีแล้ว คุณดาวหรือ ณัฐธยาน์ ปางพุฒิพงศ์ สาวสวยซึ่งเป็นเจ้าของร้านนั้นอดีตเคยเป็นแอร์โฮสเตสของการบินไทยมาก่อน พอแต่งงานแล้วก็เลยลาออกมาเป็นแม่บ้าน เมื่อครอบครัวทำธุรกิจอพาร์ตเม้นต์อยู่ในซอยเอกมัย 12 คุณดาวจึงอาศัยพื้นที่ชั้นล่างเพื่อเปิดเป็นCoffee Corner เล็ก ๆ สำหรับให้บริการลูกค้าที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์นี้ในชื่อ…Coffee Beans
      
       ด้วยรสมือที่ไม่ธรรมดาประกอบกับการใส่ใจกับอาหารทุกจานจึงทำให้ร้านนี้มี ลูกค้าทั้งคนในและคนนอกจนต้องขยายร้านออกไปจนเต็มพื้นที่
      
       โดยเฉพาะเรื่องเค้กแล้วเป็นที่กล่าวขวัญกันมาก พิสูจน์ได้จากตู้เย็นที่ใช้โชว์เค้กหน้าร้านนั้นยาวขนาดต้องใช้ถึง 5 ตู้มาต่อกันมีความยาวไม่ต่ำกว่า 8 เมตร มีเค้กสารพัดรสชาติเรียงรายเต็มแน่นทุกพื้นที่

        สนนราคาเค้ก อร่อยของร้านนี้อยู่ที่ชิ้นละประมาณ 100 บาท หรือถ้าซื้อเป็นก้อนราคาปอนด์ละ 350 บาท คุณดาวบอกว่าตั้งแต่ร้านขายดิบขายดีเลยทำให้มีคนหัวใส แอบไปตั้งร้านชื่อ Coffee beans กันหลายราย แต่ของแท้มีอยู่ร้านเดียวชื่อ Coffee beans by Dao เท่านั้นที่เอกมัยซอย 12หรือโทร. 0-2713- 2504-8 และ FAX 0-2713-2643,0-2713-2512


2.ร้าน เค้กมะพร้าวสูตรลับ 2 สาวไฮโซ

แต้ – สุดารัตน์ บูรพชัยศรีลูกสาวอดีตผู้ว่าฯกทม.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กับจุ๊บแจง – บุณยภา ตั้งคารวคุณ เป็นเพื่อนสนิทกันที่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือเป็นคนชอบกินเค้กเป็นที่สุด ถึงขนาดจูงมือกันไปเมืองนอกเพื่อไปเสาะแสวงหาเค้กอร่อย ๆ กินกันมาแล้ว ในที่สุดก็เลยชวนกันมาเปิดร้าน Secret cake&pie หวังทำเล่นเป็นhobby เท่านั้น แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้สูตรลับเค้กมะพร้าวของพวกเธอจะกลายเป็นเค้กอร่อยจนโจษ ขานกันทั้งเมืองได้ขนาดนี้
      
       ก่อนหน้าจะมาทำเค้กขายนั้น พวกเธอทำคุกกี้และบราวนี่มาก่อน เพราะจุ๊บแจงเป็นคนแรกที่เป็นตัวแทนจำหน่ายคุกกี้โฮมเมดยอดฮิต Mrs.fields เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว พอขยับขยายฝีมือมาทำเค้กนั้นก็เลยเลือกเค้กที่คนอื่นไม่ทำกันในที่สุดก็มาลง ตัวที่เค้กมะพร้าวอ่อน
      
       แต้บอกว่ากว่าจะมาเป็นเค้กมะพร้าวอ่อนหรือ Fresh Coconut Cake ที่อร่อยได้ทุกวันนี้ก็ต้องทดลองทำแล้วโยนทิ้งไปหลายสิบก้อนทีเดียว เพราะเจ้าของสูตรยืนยันว่าร้านนี้เลือกแต่วัตถุดิบที่เป็นของดีจากเมืองนอก ทั้งนั้น และไม่มีสารกันบูดด้วย
      
       ความอร่อยของเค้กมะพร้าวอ่อนร้านนี้คนที่ชอบกินพูดกันถึงขนาดว่ามะพร้าวอ่อน นั้นอร่อยทุกเส้นทีเดียว ซึ่งแต้บอกว่าจะเลือกมะพร้าวที่อ่อนกำลังดี คือถ้าอ่อนไปจะเป็นวุ้นเมื่ออบแล้วก็จะละลายไม่ได้เนื้อ แต่ถ้าเลือกมะพร้าวที่แก่เกินไปหน่อยเนื้อก็จะไม่นุ่มลิ้น และมะพร้าวต้องเป็นมะพร้าวน้ำหอมเท่านั้น

        สนใจแวะเวียนไป ซื้อหามาเป็นของฝากปีใหม่ได้ ร้าน Secret cake&pie ตั้งอยู่ที่ปิยรมย์ สปอร์ตคลับ ถนนสุขุมวิท 101/1 มีดีลิเวอร์รี่ส่งถึงบ้านโทร.ได้ที่ 0-2747-6152 , 0-1441-7766


3.ร้าน อร่อยทั้งครีมและไข่ที่…Mousses&Meringues
      
       ลึกเข้าในในซอยสุขุมวิท 31 มีร้านขายขนมเค้กเล็ก ๆ อยู่ร้านหนึ่ง แต่งหน้าร้าน ด้วยสีสันน่ารักเหมือนร้านขนมในเมืองนอกมีชื่อร้านว่า… Mousses&Meringues แม้ว่าจะซ่อนตัวอยู่ในซอยลึกขนาดนั้นแต่ก็ไม่พ้นสายตาของบรรดานักชิมเค้ก ทั้งหลายที่รู้กันว่าWhite Chocolate Cake อร่อยมาก ๆ
    
       หนิง – สิริรัตน์ ไชยโกมินทร์ เจ้าของร้านเจ้าของสูตรบอกเล่าว่าเดิมเป็นคนชอบกินเค้กมาก และจะเลือกกินแต่เค้กที่อร่อยเท่านั้น และเพราะความชอบกินนี่เองจึงสนใจไปเรียนทำเค้กมาเพื่อหวังจะทำกินเอง แต่พอทำแล้วเอาไปให้เพื่อน ๆ แล้วได้รับคำชมว่าอร่อยมาก ๆ จนเพื่อน ๆ ยุให้มาเปิดร้าน ทีแรกคิดว่าจะเปิดร้านเล่น ๆ เท่านั้นแต่ทำไปทำมามีคนติดใจความอร่อยของเค้กที่ร้านนี้เลยหลวมตัวกลายมา เป็นเจ้าของร้านเค้กนานถึง 12 ปีเข้าไปแล้ว

รสชาติของเค้กร้านนี้ เจ้าของร้านบอกว่าทำตามที่ใจอยากจะทำคือไม่หวานจัด ส่วนรสชาตินั้นก็พยายามดึงจุดเด่นของเค้กตัวนั้น ๆ ออกมา และที่ร้านนี้จะมีเค้กแบบแปลก ๆ ที่หนิงเป็นคนบุกเบิกตลาดเป็นคนแรก ๆ ก็ว่าได้ อย่างการใช้มูสมาประกอบอย่าง White Chocolate Mouss ที่หนิงติดใจรสชาติที่เคยไปชิมมาจากโรงแรมแห่งหนึ่ง เธอจึงลองมาทำเองบ้าง ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วถือว่าแทบจะไม่ใครรู้จักเค้กประเภทนี้ พอทำออกมาขายก็ขายดิบขายดีมาก เพราะเป็นเค้กเนื้อนุ่มหอมอร่อย ส่วนตัวช็อกโกแลตสีขาวที่นำมาใช้ก็แทบจะไม่มีใครรู้จักเพราะคุ้นเคยแต่ชอกโก แลตสีดำเท่านั้น
        
        เค้กตัวแรก ๆ ที่หนิงทำขายเป็นประเภทช็อกโกแลตเค้กแต่ไม่ใช่หน้านิ่มเหมือนคนอื่นทำ แล้วก็มาทำเค้กกาแฟ จากนั้นก็มีเค้กตัวใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้ก็มี 40 กว่าอย่างแล้ว
        
        ส่วน White Chocolate cake นั้นเธอบอกว่าเป็นคนคิดสูตรและตั้งชื่อนี้ขึ้นมาเอง รสชาติ White Chocolate cake เนื้อเค้กนุ่มแน่น ตัวครีมจะออกหวานนิดเค็มหน่อย เมื่อผสมรวมกับไวต์ช็อกโกแลตจะได้ความหวานหอมกลมกล่อม สนนราคาก้อนละ 750 บาท( 2 ปอนด์ ) สนใจลองแวะไปชิมกันได้หรือโทร.0-2261-4830


4.ร้าน เค้กมะตูมของยูกิ
      
       นราวดี ศรีกาญจนา หรือยูกิ สาวสวยไฮโซประเภท Working Woman ที่ไม่เพียงแต่จะทำงานเก่งเท่านั้น แต่เสน่ห์ปลายจวักของเธอก็ลือเลื่องเพราะเป็นคนชอบเข้าครัวทำกับข้าว แถมอร่อยแปลก ๆ ใหม่ ๆ มาให้คนในครอบครัวได้ลิ้มลองอยู่เสมอจนตัดสินใจมาเปิดร้าน SENSES ร้านประเภท 5 star coffee shop อยู่ที่ชั้น 3 เกษรพลาซ่า
      
       นอกจากเมนูอาหารจานง่าย ๆ ที่อร่อยถูกปากลูกค้าขาประจำแล้ว คนรักเค้กจะรู้กันว่าร้านนี้มีดีซ่อนอยู่อีกอย่างนั่นคือ…เค้กมะตูมที่สุด แสนจะอร่อย
      
       ยูกิบอกว่าเค้กมะตูมของเธอไม่ต้องการแต่งหน้าให้ดูเปรอะไปหมด ดังนั้นจึงมีเพียงหั่นมะตูมเชื่อมขนาดชิ้นเท่าลูกเต๋าโรยอยู่หน้าเค้กราด ด้วยไอซิ่ง อบให้ได้ที่เค้กชิ้นนี้จะออกมาเป็นสีเหลืองทองสวยงามมาก

ส่วน ตัวเค้กจะออกสีน้ำตาลเข้มเพราะใส่น้ำตาลทรายแดงแกทนน้ำตาลทรายขาว จึงทำให้เนื้อเค้กนุ่มและฉ่ำกัดแล้วจะเจอเนื้อมะตูมที่หั่นเป็นชิ้น ๆ ปนลงไปในเนื้อเค้กด้วย เวลาจะกินจะต้องไปอบให้ร้อนเล็กน้อยเพื่อให้น้ำตาลที่เกาะอยู่อ่อนตัวจะได้ เนื้อเค้กที่นุ่มอร่อย มีวิปครีมเคียงมาเพื่อลดทอนความหวานสำหรับคนไม่ชอบหวาน
        
        ยู กิบอกว่าเค้กของที่ร้านเป็นสไตล์โฮมมี่ที่เหมือนทำกินกันเองในบ้าน ดังนั้นจึงเลือกใช้แต่วัตถุดิบที่ดี ถ้าคนที่ชอบกินเค้กจะรู้สึกได้เลยว่าเค้กร้านนี้ใช้แต่ครีมสดมาทำ โดยไม่ใช้ครีมเทียมเพราะยูกิบอกว่าครีมเทียมไม่ดีต่อสุขภาพ และน่าสังเกตว่าเค้กร้านนี้ไม่ทำเนยแต่งหน้า แต่จะใช้ครีมสดแต่งแบบเรียบ ๆ เท่านั้น
        
        สนนราคาเค้กมะตูมชิ้นละ 95 บาท สั่งเป็นถาด ๆ ละ 3 ปอนด์ ราคา 1,017 บาท นอกจากนี้ยังมีเค้กตัวอื่น ๆ ให้เลือกอร่อยกันอีกหลายชนิด สนใจโทร.ไปสอบถามกันได้ที่0-2656-1071-2


5.ร้าน บลูเบอรี่ ชีส เค้กฝีมือ”แม่ยุ้ย”
      
       บลูเบอรี่ ชีส เค้ก เป็นเค้กยอดนิยมอีกตัวหนึ่งที่ใคร ๆ ก็มักจะถามหากัน แต่ร้านที่ไปชิมมาแล้วอร่อยมาก ๆ กลับเป็นร้านเล็ก ๆ อยู่ต้นซอยอารีย์สัมพันธ์ 1 เป็นร้านอาหารที่ใช้บ้านหลังเก่า ๆ ปกคลุมด้วยร่มไม้ใหญ่ที่ชื่อร้านครัวแม่ยุ้ย
      
       ร้านนี้อยู่ติดกับ”บ้านราชครู” เนื่องเพราะเจ้าของร้านคือคุณอัจฉรา เชี่ยวสกุลหรือแม่ยุ้ย ซึ่งเป็นลูกสาวของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์และคุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ และตามปกติบ้านราชครูนั้นจะเปิดต้อนรับแขกอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้แม่บ้านต้องเตรียมสำรับกับข้าวมารับแขกทั้งวัน คุณอัจฉราจึงได้รับการถ่ายทอดตำรับตำราอาหารติดมือมาด้วยโดยเฉพาะอาหารฝรั่ง เพราะลูก ๆ ชอบกิน
      
       ช่วงที่ลูก ๆ ไปเรียนอยู่เมืองนอกคุณอัจฉราก็ต้องไปอยู่ด้วยเพื่อดูแลลูก ยามว่างจึงเข้าไปเรียนที่กอร์ด็อง เบลอ สถาบันสอนทำอาหารที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จากนั้นก็นำสิ่งที่เรียนมาทดลองดัดแปลงรสชาติให้เข้ากับลิ้นคนไทยแล้วจึงมา เปิดร้านครัวแม่ยุ้ย ที่คัดเมนูเด็ดของบ้านราชครูมานำเสนอ

ร้านครัว แม่ยุ้ยถือว่าเป็นสไตล์โฮมเมดของแท้ เพราะนอกจากจะมีเมนูง่าย ๆที่ขายประจำแล้ว ถ้าวันใดที่แม่ยุ้ยเข้าตลาดแล้วไปเจอะเจออะไรที่น่าสนใจก็จะหยิบติดมือกลับ มาทำเมนูอร่อย ๆ ขายกัน
        
        อย่างขนมเค้กนั้น แม่ยุ้ยบอกว่าสนใจทำมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม พอได้ไปเรียนมาก็ดัดแปลงสูตรแล้วก็ทำให้คนรอบข้างชิมซึ่งใคร ๆ ก็ชมว่าอร่อย เค้กแม่ยุ้ยมีจุดเด่นคือรสชาติเข้มข้น เนื้อเค้กนิ่ม ครีมจะไม่หนักมาก วัตถุดิบที่นำมาใช้นั้นล้วนแต่เลือกของคุณภาพทั้งครีมแท้และเนยสด เป็นต้น ไม่มีสารเคมีเจือปน และเป็นเค้กที่ใหม่สดทำแบบวันต่อวัน
        
        ส่วน สูตรบลูเบอร์รี่ ชีสเค้กนั้นได้มาเวลากัดลงไปจะเจอแป้งกรอบร่วนไม่ยุ่ย ส่วนตัวชีสเค้กนั้นก็หอมมันนุ่มนวล อมรสเปรี้ยวนิด ๆ มันหน่อย ๆ แถมตัวชีสจะหนาเป็นพิเศษ ส่วนบลูเบอร์รี่ที่ราดนั้นจะหนาเป็นพิเศษกินเข้าไปแล้วได้เนื้ออร่อยเต็มคำ
        
        เค้ก ร้านนี้ขายทั้งเป็นชิ้นและเป็นก้อน บลูเบอร์รี่ ชีสเค้กราคาปอนด์ละ 450 บาท นอกจากนี้ยังมีอีกสารพัดเค้กให้ลิ้มลองโดยเฉพาะเค้กไอศกรีม ราคาปอนด์ละ 450 บาท สนใจโทร.สอบถามได้ที่0-2619-9952


6.ร้าน CAFE LENOTRE ขนมสไตล์ปารีเซียง

CAFE LENOTRE เป็นร้านขนมประเภท French Patisserie ที่มีชื่อเสียงที่สุดร้านหนึ่งของมหานครปารีส คือการทำขนมหวานด้วยผลไม้สด กับแป้งและครีมสด หรือทำขนมหวานจากช็อกโกแลต ซึ่งถือเป็นขนมหวานที่มีลักษณะพิเศษกว่าขนมเค้กทั่วไป
      
       เดิมที CAFE LENOTRE ตั้งอยู่บนถนน Rue d’Auteuil และมีชื่อเสียงจนต้องขยายถึง 10 สาขาในปารีส และอีก 30 สาขาทั่วโลก
      
       เมื่อร้านนี้บินลัดฟ้ามาเปิดที่หลังสวนเลยกลายเป็นTalk of the Town ตั้งแต่แรกเปิด เรียกได้ว่าบรรดาไฮโซ เศรษฐี และนักเรียนนอก ถ้าไม่ไปร้านนี้ถือว่าตกเทรนด์ไปเลย เพราะนอกจากขนมจะอร่อยแล้ว การตกแต่งร้านก็โก้หรูเฉกเช่นเดียวกับร้านกาแฟชั้นนำกลางกรุงปรารีสทีเดียว
      
       ไม่ใช่เพราะเห่อของนอกหรอก แต่ร้านนี้มีทีเด็ดจริง ๆ ไม่เช่นนั้น M.Gaston LENOTRE คงไม่ขายขนมมาได้นานถึงเกือบครึ่งศตวรรษ
      
       “แรกเห็นก็หลงรักอยากจะลิ้มลอง” คำพูดนี้คงมาใช้ได้กับขนมของร้านนี้ เพราะขนมทุกชิ้นมีความสวยงามด้วยการออกแบบอย่างวิจิตรจนใครเห็นก็ไม่สามารถ ละสายตาจากไปได้ง่าย ๆ
      
       ขนมหวานหน้าตาสวยงามเช่นนี้เหมาะที่จะนำไปเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนรักขนม โดยแท้ สนใจลองแวะไปชิมกันได้ที่ชั้น Gอาคาร Natural Ville Executive Residences
      
       ปีใหม่นี้ถ้าใครยังไม่รู้จะสร้างความประทับใจอะไรให้แก่คนพิเศษ ลองมองหาขนมเค้กร้านอร่อย ๆ ไปเป็นของกำนัลดู รับรองว่าคงไม่มีใครปฏิเสธของอร่อยแบบนี

 
 
ที่มา

สัญลักษณ์ห้องน้ำแปลกๆ

สัญลักษณ์ห้องน้ำแปลกๆ



ชอบอันไหนบอกกันได้นะครับ

ปล.ภาพไหนไม่เหมาะสมเชิญ admin ลบได้ครับ

ที่มา

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2468947

กล้วยแปลกๆ

สวัสดีข่าวเม่า สบายดีไหม
สนใจกล้วยเหรอ..

ถ้าเป็นกล้วยร้อยหวี หรือที่ชาวบ้านเรียก กล้วยงวงช้าง
มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Musa chiliocarpa Back. อยู่ในวงศ์ MUSACEAE
มีลักษณะ เป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมเป็นกาบใบหุ้มซ้อนกัน
สูง 3-3.5 เมตร แตกกอเช่นเดียวกับกล้วยทั่ว ๆ ไป
ใบเป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนาน กว้าง 40 ซม. ยาว 2-2.5 ซม. โคนมน ปลายตัด
ดอกออกที่ปลายต้น เป็นปลีห้อยลงมา
กล้วยร้อยหวีมีงวงปลียาวเป็นพิเศษ บางครั้งถึง 2 เมตร

มีจำนวนหวีมากอยู่ชิดกัน
ผล มีขนาดเล็กเรียงเบียดกันแน่นในหวี
ผลสุกสีเหลือง รสหวานรับประทานได้
มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา

มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย
ปัจจุบันนำมาปลูกแพร่หลายทั่วไป
ตามหมู่บ้านและวัด
ประโยชน์ของกล้วยร้อยหวีใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
ให้ความแปลกตา และสวยงาม
ปกติออกปลี ปีละครั้งเท่านั้น

คงจะหาพันธ์มาปลูกยากสักหน่อย
ส่วนใหญ่คนที่ปลูกไว้เพื่อเป็นสิริมงคล
เป็นการต่ออายุตัวเอง
ให้อายุยืนยาว 100 ปีขึ้นไป
เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล
เพื่อความอุดมสมบูรณ์เจริญรุ่งเรืองของคนปลูก
คนภาคกลางนิยมปลูกเป็นไม้ประดับไว้ในบ้าน
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้าน
เป็นที่นิยมของคนมีฐานะ
มีผลขนาดเล็กเท่านิ้วก้อย

ลักษณะต้นไม้ใหญ่มาก
ต้นกล้วยร้อยหวีสูงไม่เกิน 2 เมตร
ขยายพันธุ์โดยการแตกหน่อใช้หน่อปลูก
ที่สำคัญ เหตุที่กล้วยร้อยหวีเกือบสูญพันธุ์
เพราะผลของกล้วยไม่เป็นที่นิยมรับประทาน
จึงไม่นิยมปลูก
จึงไม่ได้มีการปลูกแพร่พันธุ์ออกไป
เมื่อก่อนก็พอมีให้เห็นอยู่
แต่ตอนนี้ไม่เห็นนานแล้ว

ดอกไม้แปลกๆมีแยะ
แต่กล้วยแปลกๆ ก็ไม่น้อยหน้า

กล้วยสีชมพู

กล้วยเทพพนม

กล้วยที่ฟิลิปปินส์

กล้วยร้อยหวี

ที่มา

วิวัฒนาการบ้านทรงไทยในสมัยรัตนโกสินทร์

วิวัฒนาการบ้านทรงไทยในสมัยรัตนโกสินทร์

ภาพ:Bangkok1.jpg
บ้านทรงไทยสมัย รัชกาลที่ 1

รัตนโกสินทร์ที่สถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2325 รับสืบทอดวัฒนธรรมการสร้างเรือนมาจาก อาณาจักรศรีอยุธยาไม่ผิดเพี้ยน บ้านทรงไทยภาคกลางในยุคนั้น มักเป็นเรือน 3 ห้อง ยกใต้ถุนสูงพอเดินลอดได้ มีบันไดทอดลงสู่ท่าน้ำเพื่อสะดวกในการใช้น้ำทั้งดื่ม อาบและใช้สอยภายในบ้าน

 

ภาพ:Bangkok3.jpg
บ้านทรงไทยสมัย รัชกาลที่ 3

มาถึงสมัยรัชกาลที่ 2 และ รัชกาลที่ 3 เรือนไทยก็ยังไม่ต่างจากสมัยรัชกาลที่ 1 เท่าไร ตัวอย่างแรกคือตำหนักแดง ของสมเด็จพระสุริเยนทรามาตย์ พระมเหสีในสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

 

ภาพ:Bangkok4.jpg
บ้านทรงไทยสมัย รัชกาลที่ 4

อิทธิพลตะวันตกในรัชกาลที่ 4 ส่งผลต่อที่อยู่อาศัยอย่างมาก บ้านทรงไทยแบบใหม่เปลี่ยนรูปจากเดิมไปเป็นแบบฝรั่ง เริ่มมีบ้านก่ออิฐถือปูนชั้นล่างแต่ชั้นบนเป็นไม้ มีระเบียงโปร่งรอบชั้นบนและหลังคาปั้นหยา

 

ภาพ:Bangkok5.jpg
บ้านทรงไทยสมัย รัชกาลที่ 5

ในรัชกาลที่ 5 เรือนหลังคาปั้นหยาเริ่มมีกันหนาตาแทนบ้านทรงไทยโบราณ อย่างสมัยต้นรัตนโกสินทร์ บ้านไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ชั้นเดียวหรือสองชั้น นิยมสร้างประยุกต์แบบตะวันตกเข้ากับไทย คือสร้างด้วยไม้ ยกพื้นกันน้ำท่วมแต่ใต้ถุนเตี้ยกว่าบ้านไทยเดิม

 

ภาพ:Bangkok6.jpg
บ้านทรงไทยสมัย รัชกาลที่ 6

รัชกาลที่ 6 เป็นยุคบ้านเมืองสงบราบรื่น เศรษฐกิจดี ชาวเมืองนิยมความประณีตงดงาม ประกวดประขันความหรูหราของเรือนแบบตะวันตก ได้รับอิทธิพลจากบ้านวิกตอเรียนของอังกฤษ โดยเฉพาะการตกแต่งด้วยลายฉลุที่เรียกว่าขนมปังขิง(gingerbread) และเล่นรูปทรงตัวห้องมุขหกหรือแปดเหลี่ยม

 

ภาพ:Bangkok7.jpg
บ้านทรงไทยสมัย รัชกาลที่ 7

พอมาถึงรัชกาลที่ 7 ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บ้านทรงไทยเริ่มลดความหรูหราเป็นเรียบง่าย ตัดลายฉลุฟุ่มเฟือยออกไป หลังคานิยมจั่วตัด

 

ภาพ:Bangkok8.jpg
บ้านทรงไทยสมัย รัชกาลที่ 8

ในรัชกาลที่ 8 รูปทรงบ้านทรงไทยเก๋ไก๋ทันสมัยแบบตะวันตกสมัยศตวรรษที่ 20 เป็นบ้านสองชั้น แม้ว่าใช้ไม้ซึ่งเป็นวัสดุหาง่ายของไทย แต่หลังคาก็เล่นแบบซ้อนกันหลายชั้น มีหน้าต่างบานเกล็ดและกระจกสีเหนือหน้าต่างแบบฝรั่ง

โครงสร้างบ้านทรงไทย

ภาพ:Bangkok9.jpg
ที่มา

ยลโฉมสาวน้อยแดนภารตะ ว่าที่ “ผู้หญิงตัวเล็กที่สุดในโลก” กับส่วนสูง 59 ซม.

ชโยติ อัมเก ในวัย 18 ปีบริบูรณ์ กับน้ำหนักเพียง 5 กิโลกรัม กับความสูง 59 เซนติเมตร

เดอะซัน/ASTVผู้จัดการออนไลน์ – หญิงสาวตัวน้อยชาวอินเดียกำลังนับวันเฝ้ารอคำรับรองอย่างเป็นทางการจากกินเนส์ บุ๊ก ออฟ เรกคอร์ด ในฐานะ “ผู้หญิงตัวเล็กที่สุดในโลก” วันนี้ (16) เป็นวันเกิดอายุครบ 18 ปี และด้วยความสูงเพียง 59 เซนติเมตร เธอกลายเป็นเจ้าของสถิติใหม่ไปโดยปริยาย

ชโยติ อัมเก ในวัย 18 ปีบริบูรณ์ มีน้ำหนักเพียง 5 กิโลกรัม กับความสูง 59 เซนติเมตร เธอกำลังรอการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้หญิงตัวเล็กที่สุดในโลก หลังจากเป็นที่รู้จักในฐานะ “เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่สุดในโลก” มานาน ทั้งนี้ บริดเจตต์ จอร์แดน สาวสหรัฐฯ วัย 22 ปี เป็นเจ้าของตำแหน่งผู้หญิงตัวเล็กสุดในปัจจุบัน ด้วยความสูง 69 เซนติเมตร

อัมเกเป็นสาวชาวเมืองนาคปุระ รัฐมหาราษฏระ ทางตะวันตกของอินเดีย เธออยู่ในสภาแคระจากภาวะกระดูกอ่อนไม่เจริญ ไม่นานหลังลืมตาดูโลก ปัญหานี้ยังทำให้เธอเป็นโรคกระดูกพรุน และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดไปตลอดชีวิต โดยจะไม่เติบโตไปกว่านี้แล้ว

แม้สภาพร่างกายไม่สมประกอบในสายตาคนอื่น ชโยติ อัมเก ไม่ยอมจมปลักอยู่กับความทุกข์ โดยในปีหน้า อัมเกจะมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์บอลลีวูด 2 เรื่อง พร้อมทั้งกล่าวไว้ว่า “ฉันอยากทำให้ทุกๆ คนมีความสุข”

“ฉันภูมิใจที่เกิดมาตัวเล็ก … ฉันก็เหมือนคนทั่วๆ ไป ฉันกินอาหารเหมือนคุณ มีความฝันเหมือน และฉันไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง” ชโยติ อัมเก เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2007 ขณะอายุ 14 ปี

ชโยติ อัมเก กับครอบครัวตัวใหญ่
ชโยติ อัมเก กับเพื่อนๆ ที่เธอเล่าว่าชอบไปช้อปปิ้งด้วยกัน
ชโยติ อัมเก เทียบขนาดกับเด็กอายุ 2 ปี

ที่มา

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000160052

10 อันดับผลไม้ยอดนิยมของคนญี่ปุ่น

อันดับ 10 Tochiotome (とちおとめ)  สตอเบอร์รี่จากจังหวัด Tochigi  จังหวัดที่ปลูกสตอเบอร์รี่มากที่สุดในญี่ปุ่น  จุดเด่นของ Tochiotome คือ เป็นสตอเบอร์รี่ผลใหญ่ที่มีความหวานกำลังดี  วางจำหน่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนพฤษภาคม ของทุกปี

อันดับ 9 Melon (メロン) จากจังหวัด Ibaraki  จังหวัดที่ปลูกเมล่อนมากที่สุดในญี่ปุ่น  โดยมีสัดส่วนประมาณ 23% ของผลผลิตของเมล่อนทั้งประเทศ พันธุ์ที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ Andesu Melon  (アンデスメロン) และ  Quincy Melon  (クインシーメロン)  เมล่อนของจังหวัด Ibaraki มีจุดเด่นอยู่ที่ความหวานและความหอม เคล็ดลับในการรับประทานเมล่อนให้อร่อยก็คือ  ให้เก็บเมล่อนไว้ในอุณหภูมิห้องโดยที่ไม่ต้องแช่เย็นก่อน  เมื่อต้องการจะรับประทานแล้วจึงค่อยเอาไปแช่ตู้เย็นก่อนรับประทานประมาณ 2-3 ชั่วโมง  วางจำหน่ายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกรกฏาคม

อันดับ 8 Apple (りんご) จากจังหวัด Nagano  จังหวัดที่ผลิตแอปเปิ้ลได้มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น  (อันดับ 1 คือจังหวัด Aomori) สำหรับแอปเปิ้ลพันธุ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัด Nagano คือ Tsugaru (つがる) และ Fuji (ふじ) คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานแอปเปิ้ลกันมากเนื่องจากเป็นผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยลดคลอเลสเตอรอล ลดความดัน และยังช่วยบำรุงหัวใจด้วย  แอปเปิ้ลของจังหวัด Nagano นั้นจะมีช่วงการเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงเดือนมกราคม

อันดับ 7 Momo (もも) ลูกพีชจากจังหวัด Fukushima จังหวัดซึ่งผลิตลูกพีชได้เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น   ลูกพีชเป็นผลไม้ในฤดูร้อน คือช่วงเดือนกรกฏาคมถึงเดือนตุลาคม นิยมทำเป็นน้ำผลไม้แช่เย็นดื่ม หรือนำไปปรุงเป็นขนมหวานประจำฤดูร้อนต่าง ๆ มากมาย

อันดับ 6 Yamagata Sakuranbo (山形のさくらんぼ) เชอร์รี่จากจังหวัด Yamagata จังหวัดซึ่งผลิตเชอร์รี่ได้มากที่สุดของญี่ปุ่น  ลูกเชอร์รี่นั้นถ้าเก็บจากต้นแล้วจะต้องรีบรับประทานภาย 2-3 วัน เพราะถ้าเก็บไว้นานเกินไปจะทำให้ความหวานลดน้อยลง (ถ้ารับประทานวันที่เก็บมาจากต้นได้ก็นับว่าดีที่สุด)    เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีหน้าตาน่ารัก สีสันสดใส และหารับประทานได้แค่ในช่วงสั้น ๆ คือแค่ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกรกฏาคม เท่านั้นเชอร์รี่จึงเป็นผลไม้ที่เป็นที่นิยมสำหรับคนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

อันดับ 5 Yamanashi  Sakuranbo  (山梨のさくらんぼ) เชอร์รี่จากจังหวัด Yamanashi จังหวัดที่ผลิตเชอร์รี่ได้เป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ  จุดเด่นของเชอร์รี่ของจังหวัด Yamanashi นั้นอยู่ที่ผลที่มีความแวววาว และความชุ่มฉ่ำของเนื้อเชอร์รี่  และเนื่องจากเชอร์รี่เป็นผลไม้ที่ต้องรีบรับประทานเมื่อเก็บมาจากต้น  และด้วยระยะทางของจังหวัด Yamanashi ซึ่งอยู่ใกล้เมืองใหญ่อย่าง Tokyo มากกว่า  ทำให้เชอร์รี่จากจังหวัด Yamanashi  ส่งถึงมือผู้บริโภคได้ในขณะที่ยังสดใหม่อยู่

อันดับ 4  Kanjuku Mango (完熟マンゴー) มะม่วงสุก เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด Miyazaki  มะม่วง ที่มีคุณภาพนั้นจะต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350 กรัม และมีความหวานมากกว่า 15 (ระดับการวัดความหวาน)  และเนื่องจากมะม่วงของญี่ปุ่นนั้นมีเปลือกสีแดง ดังนั้นถ้ามะม่วงผ่านเกณฑ์ดังกล่าว จะเรียกว่า “Taiyou No Tamago : 太陽の卵”  คำแปลก็คือ  “ไข่ของพระอาทิตย์”  เป็นผลไม้ที่มีราคาแพง  นิยมทานสุก  และนิยมนำไปเป็นส่วนผสมของเค้กและเยลลี่ด้วย  วางจำหน่ายช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฏาคม

3 Momo (もも) ลูกพีชจากจังหวัด Yamanashi  จังหวัดซึ่งผลิตลูกพีชได้มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น  จุดเด่นของลูกพีชของจังหวัด Yamanashi อยู่ที่ความชุ่มฉ่ำ หอม หวาน และความนุ่มละมุนของผลลูกพีช และลูกพีชของ Yamanashi จะมีฤดูเก็บเกี่ยวที่สั้นมากคือช่วงเดือนกรกฏาคมและสิงหาคมเท่านั้น

อันดับ 2  Ehime  Mikan (愛媛みかん) ส้มของจังหวัด Ehime   เป็นส้มที่มีความหวาน-ความเปรี้ยวที่ลงตัว และมีน้ำส้มที่ชุ่มฉ่ำมาก และมีวางจำหน่ายเกือบจะตลอดปี

   
อันดับ 1 Budou (ぶどう) องุ่นจากจังหวัด  Yamanashi จังหวัดซึ่งล้อมรอบไปด้วยภูเขาทั้ง 4 ทิศ ทำให้เป็นพื้นที่ได้รับแสงแดดยาวนาน และมีปริมาณน้ำฝนน้อย เหมาะกับการปลูกผลไม้อย่างเช่น “องุ่น” เป็นอย่างมาก  องุ่นของจังหวัด Yamanashi มีผลใหญ่  เปลือกบาง น้ำชุ่มฉ่ำ  และมีรสชาติหวาน  วางจำหน่ายในช่วงเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม

ข้อคิด

หากเราเลือกรับประทานผลไม้ที่ดี ร่างกายก็ได้รับประโยชน์เหมือนกัน

ที่มา

http://www.marumura.com/top_japan/?id=2624

10 อันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก

อันดับ  10   เมือง อิสตันบูล  Istanbul  ประเทศ ตุรกี  
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  6,682,700 คน / นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 จากปี 2008      )

แม้อิสตันบูลจะไม่ใช่เมืองหลวงของตุรกีอย่างกรุงอังการา แต่มีความสำคัญทัดเทียมกัน ทั้งในแง่ที่เป็นเมืองใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์กลางความเจริญด้านธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นฉากสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของอนาโตเลีย เพราะอิสตันบูลก็คือกรุงคอนสแตนติโนเปิลอันยิ่งใหญ่นั่นเอง จึงเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวหากใครไม่ได้ไปเยือน ก็เหมือนไม่ถึงตุรกี และความแปลกของอิสตันบูลหนึ่งเดียวในโลก คือการเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส และทวีปเอเชีย ฝั่งอนาโตเลีย การได้ไปเยือนเหมือนการอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง 2 อารยธรรมที่มีคุณค่า ดั่งอัญมณีของโลก

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของอิสตันบูล
ฮิปโปโดรมเป็นศูนย์กลางของชีวิตชาวไบแซ นติอุมเป็นเวลากว่า 1,000 ปี และเป็นศูนย์กลางของออตโตมันหลังจากนั้นอีกกว่า 400 ปี สร้างในสมัย
จักรพรรดิเซ็ปติมุส เซเวรุส สถานที่ท่องเที่ยงอื่นๆ ,Grand Bazaar
เป็นบาซาร์ขนาดใหญ่ที่มีร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน,วิหารเซนต์โซเฟีย (Aya Sofya),บลูมอสก์ (Blue Mosque),Cruise Along the Bosphorus,Basilica Cistern,Cruise Along the Bosphorus

อันดับ  9   เขตปกครองพิเศษฮ่องกง Hong Kong   ประเทศ จีน
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  7,290,400 คน / นักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 1.0 จากปี 2008      )

ฮ่องกงประเทศที่คนไทยนิยมมาเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย  รวมไปถึงประชาชนจากทั่วโลกก็นิยมไปเยือนที่นี่เช่นกัน  ฮ่องกงมีชื่อเสียงด้านแหล่งช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกบนถนนนาธาน, เสื้อผ้าแบรนด์เนมต่างๆ ราคาแพงลิบลิ่ว,ป่าคอนกรีตหรือตึกระฟ้า, สินค้าอิเลคทรอนิคส์, ของเล่น มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะเป็น Hong Kong Disneyland, Ocean Park, The Peak การแสดงแสงสีเสียง Symphony of Light มีวัดศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนิยมเดินทางมาสักการะขอพร ไม่ว่าจะเป็นพระใหญ่วัดโปลิน พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทองสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก , เจ้าแม่กวนอิมที่อ่าว Repulse Bay   หรือจะเป็น Victoria Peak จุดชมวิวสุงสุดของฮ่องกง มองลงมาจะเห็นโดยรอบเกาะฮ่องกง ซึ่งจะเมืองเห็นป่าคอนกรีตเรียงราย มากมาย ซึ่งฮ่อง เป็น 1-3 เมืองที่มีตึกสูงมากที่สุดในโลก   ถ้าใครมาฮ่องกงและไม่มาที่ จุดชมวิวแห่งนี้ เหมือนมาไม่ถึง  ฯลฯ ที่สำคัญยังมีอาหารจีนอร่อยๆมากมาย ให้ลองลิ้มชิมรสกันอีกด้วย

อันดับ  8  เมือง Dubai นครดูไบ   ประเทศ แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  7,584,500 คน / นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.4 จากปี 2008      )

ดู ไบไม่เหมือนที่ใดในโลก นี่คือศูนย์กลางความหรูหราฟู่ฟ่า ทั่วทั้งเมืองกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งโอกาสและความมั่งคั่งที่พร้อมปะทุขึ้น ทุกเวลา นี่คือเมืองที่โทรศัพท์มือถือฝังเพชรเครื่องละ 10,000 เหรียญ สหรัฐขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และนี่เมืองที่ในปีหนึ่งๆ มีผู้คนหลายล้านคนบินเข้ามาเพื่อช็อปปิ้งเพียงอย่างเดียว

ดูไบเป็นเมืองที่เรียกได้ว่าล้ำสมัยไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ และสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าสะอาดและปลอดภัย แต่ที่ดูไบเป็นหนึ่งในลิสต์ของนักท่องเที่ยวหลายคน (โดยเฉพาะนักช้อป) ก็เพราะว่าที่นี่มีการขายสินค้าปลอดภาษี นอกจากนี้ ดูไบยังมีตลาดหรือที่เรียกว่า ซุก (Souk) โดยจะขายสินค้ามากมายหลายอย่าง ซุกที่ขึ้นชื่อก็ย่าน Deira Covered Souk ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหญ่ของดูไบ

ดินแดน ซึ่งเป็นสินค้าชั้นนำและมีชื่อเสียงจากทุกมุมโลกโคจรมารวมกัน เพื่อรอการเลือกสรรจากบรรดาผู้ที่รักการช้อปปิ้ง จนได้รับการขนานนามว่า “ ฮ่องกง แห่ง ตะวันออกกลาง ” อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวแปลกๆที่คุณไม่เคยเจอ  หมู่เกาะต้นปาล์ม  ,อาคารเบิร์จดูไบ   ตึกที่สูงที่สุดในโลก ถึง 828 เมตร 180 ชั้น   ,Wild Wadi   หนึ่งในสวนน้ำอันดับหนึ่งของโลก  และไม่ต้องกลัวว่าไปเที่ยวดูไบเมืองทะเลทรายแล้วจะขาดน้ำ เพราะทุกวันนี้ดูไบซึ่งไม่มีแหล่งน้ำจืด ได้สร้างโรงกลั่นน้ำทะเลของตัวเอง จนสามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำจืด มากกว่าความต้องการจริงถึงวันละ 3 เท่า…ไม่มีฝันอะไรอีกแล้ว ที่ดูไบทำไม่ได้

อันดับ  7  เมือง Antalya อันตัลยา   ประเทศ Turkey ตุรกี
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  8,295,600  คน / นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 จากปี 2008      )

แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวกว่า 20 ล้านคน เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศตุรกี ประเทศที่มีอารยธรรมผสมผสานกันระหว่างตะวันออกและตะวันตกหรือยุโรปกับมุสลิม ตุรกีจึงเป็นหนึ่งในสิบอันดับประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  

ตุรกีมีอีกโลกที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ ย้อนยุคไปสู่โลกของชาวโรมันยุคที่รุ่งเรืองและขยายอาณาจักรครองโลกมาถึงที่ นี่ ในอดีตพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander theGreat) ได้เคยนำกองทัพกรีกอันยิ่งใหญ่ขึ้นฝั่งที่เมืองรอบเมืองท่าอีสเมียร์  

หากจะพูดถึง เมืองอันตัลยา ผมเองและคนไทยหลายๆคนคงไม่รู้จักมากเท่านคร Istanbul   อาจเป็นเพราะสื่อต่างๆในไทย จะโปรโมทแต่เมืองอิสตันบูลมาก    หากใครคิดจะไปเที่ยวตุรกี ก็ขอแนะนำไปเที่ยวเมืองอันตัลยา เมืองแห่งประวัติศาสตร์อีกเมืองของตุรกี   ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวทีมีชื่อเสียงของเมืองนี้ที่ทำให้คนไปเยือนมากถึง 8 ล้านคนต่อปี  คือ H?d?rl?k Tower  ป้อมปืนมี่สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษ ที่ 2,Hadrian’s Gate ประตู หรือ Üçkap?la สร้างขึ้นสมัยในสมเด็จ พระราชินีแห่งเชบา , Attalus II Philadelphus รูปปั้นของกษัตริย์ของ Pergamon ,Scene around Kaleiçi. และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อีกมากมาย ไม่แพ้นครอิสตันบูลเลยละ

อันดับ  6  เมือง Paris  ปารีส  ประเทศ France  ฝรั่งเศส
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  8,775,000  คน / นักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 4.4 จากปี 2008      )


ปารีส (Paris) [pa??i / ?pæ??s] เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน บริเวณตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส บนใจกลางแคว้น อีล-เดอ-ฟรองซ์    ปารีสได้รับการยกย่องว่าเป็น เมืองหลวงแห่งแฟชั่น มีแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อมากมาย น้ำหอมอันเลืองชื่อ  แฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า อันสุดทันสมัย  อีกทั้งยังเป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลกสำหรับอีกหลายๆ คน  หอไอเฟล อันสวยงาม ที่มีชื่อเสียง  ที่คนไทยและคนทั่วโลกรู้จักเมืองนี้
ปารีสมีแหล่งท่องเที่ยวให้คนทั่วโลกได้ เยี่ยมชมมากมาย อาทิเช่น  มงต์มา ร์ตร (Montmartre),แซ็งต์-แฌร์แม็ง-เดส์-เปรส์ (Saint-Germain-des-Prés) แหล่งรวมร้านกาแฟหรู,โรงหนังและแหล่งซื้อ ของ, เลอ มาเรส์ (Le Marais),ถิ่นแฟชั่นทันสมัย, แบลวิล (Belleville),ย่าน ไชน่าทาวน์, โอแบร์กองฟ์ (Oberkampf),ประตูชัยฝรั่งเศส,สถานที่ย่ำนราตรีย่านต่างๆ ของปารีส มีกิจกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และทำให้เมืองหลวงแห่งนี้มีเสน่ห์อย่างที่ เป็นอยู่   การที่แต่ละมุมของปารีสน่าเที่ยวน่าชมเป็นเพราะมีบรรยากาศ ที่ไม่จำเจ มีการผสมผสานอย่างลงตัว ภาพปารีสที่มีผู้คนเดินเล่นขี่ จักรยานหรือเล่นสเก็ตอย่างเสรีบนถนนเลียบแม่น้ำแซนหรือกลุ่มศิลปินที่ นั่งวาดภาพบนสะพานปาสเซอแรล เดส์ ซาร์ (Passerelle des Arts)หรือภาพของ อาคารบ้านเรือนแบบคลาสสิคที่มองลงมาจากศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมปอมปิดู (Pompidou) ภาพเหล่านี้แม้จะมาต่อรวมกันทั้งหมดก็ยังไม่พอที่จะอธิบายความเป็นปารีสได้ เพราะปารีสมีเอกลักษณ์ของตัวเอง

อันดับ  5 เมือง Kuala Lumpur   กัวลาลัมเปอร์   ประเทศมาเลเซีย  Malaysia
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  8,935,000 คน / นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จากปี 2008      )

มาเลเซีย ที่นี่ เอเชีย : Malaysia Truly Asia เพื่อนคงจะเห็นโฆษณานี้มาออกอากาศบ้านเรา    กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นเมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย มีที่ท่องเที่ยวในเมืองหลายที่ ที่น่าสนใจ เริ่มจาก ลานประกาศ เอกราช Independence Square หลังจากที่อังกฤษเคยปกครองมาเลเซียมาอย่างยาวนาน เป็นลานหญ้าสีเขียวขนาดใหญ่ หากจะเทียบกับของประเทศไทย จะคล้ายกับสนามหลวงบ้านเรา และชมอดีต เสาธงที่สูงที่สุดในโลก  Union Jack ที่สูงถึง 100 เมตร โดยบริเวณรอบๆนี้ ยังเป็นสถาปัตยกรรมอังกฤษ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นตึก อาคาร หอนาฬิกา , วัด จีนเทียนโหว (Then Hou Temple) ที่วัดจีนแห่งนี้ สร้างด้วยเงินทุนของชาวจีนในมาเลเซีย โดยรัฐบาลได้ให้เงินส่วนหนึ่งในการสร้าง และ วัดเทียนโหว ได้รับการย่งย่องว่าเป็นวัดจีนที่สวยสะดุดตา ยิ่งใหญ่ อีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในบริเวณแขวนโคมไฟจีนสีแดงเป็นจำนวนมาก ดูแล้วสวยงามแปลกตา ในวิหารมี เจ้า แม่กวนอิมองค์ ใหญ่โดดเด่น สีทองอร่มทั้งองค์ ยิ่งสร้างความศัทธาเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น  ,หรือจะเป็นหอคอย กัวลาลัมเปอร์ (KL Tower) เพื่อชมวิวเมืองกัวลาลัมเปอร์ หอคอยแห่งนี้ สูงเป็นอันดับที่ 4 ในบรรดาหอคอยสื่อสารโลก ซึ่งมีความสูงถึง 421 เมตร เราเดินเท้าเขาไปในตึกด้วยความตื่นเต้น เพื่อขึ้นลิฟท์เชื่อหรือไม่รับว่าจากชั้นล่างสุดเราขึ้นด้วยลิฟท์ใช้เวลาไม่ ถึง2นาที เร็วมากจริงๆ  บนหอคอยแห่งนี้ สามารถมองเห็นเมืองกัวลาลัมเปอร์ได้ทั้งเมือง และยังเห็นตึกแฝดปิโตรนาสอีกด้วย  เมื่อลงจากหอคอย เราไปลิ้มรสช็อกโกแลตที่ Cocoa Boutique โรงงานผลิตชอคโกแลต ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย  , และย่านช็อปยัง Suria KLCC Shopping Center ศูนย์รวมบรรดาของแบรนด์เนมส์ไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เมื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และแหล่งท่องเที่ยวที่ใครไปมาเลเซีย ถ้าไม่ไป เขาเรียกว่าไม่ถึง นั่นคือ หอคอยคู่เปโตรนาส Petronas Twin Towers อาคาร หอคอยคู่เปโตรนาส) เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี ตั้งอยู่บริเวณใจกลางย่านธุรกิจของเมือง ที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ เป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน

“มาเลเซีย” อาจไม่ใช่ปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวชาวไทย “กัวลาลัมเปอร์” อาจอยู่ในลำดับกลางๆ ของตารางการช๊อปปิง  ไม่สู้เมืองชื่อดังอย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ กรุงเทพ  แต่ “เพื่อนบ้าน” แห่งนี้ ก็ถือเป็นหนึ่งใน “มิตร” ที่ดีที่สุดของคนไทยใครไม่เชื่อต้องไป พิสูจน์เอง

อันดับ  4 เมือง Singapore  สิงคโปร์  ประเทศ Singapore สิงคโปร์
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  10,115,600 คน / นักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 1.6  จากปี 2008      )

สิงคโปร์ เป็น ประเทศเล็กๆ ที่มีความเจริญ และเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด และใครทำผิดจะได้รับโทษอย่างหนัก  แต่ดินแดนแห่งนี้มีผู้คนที่นี่เป็นมิตรดี จะถามทางหรือขอความช่วยเหลือก็ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว การเดินทางภายในประเทศมีรถไฟฟ้าครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ สะดวกสบายและปลอดภัยมาก ประชากรของสิงคโปร์มีอยู่ประมาณ 4 ล้านคนเป็นคนจีนซะ 77% มาเลเซีย 14% อินเดีย 8% และที่เหลือเป็นลูกครึ่งยุโรปเอเชียและชาติอื่นๆ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่คนไทยนิยมมาเที่ยวมากที่สุด  แห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีชื่อเสียงด้านแหล่งช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกบนถนน Orchard ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า สินค้าแบรนด์เนมต่างๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะเป็น Resort World Sentosa Singapore, สวนสนุก Universal Studio, Merlion สิงโตทะเล สัญลักษณ์ของประเทศนี้, สวนนก Jurong , Night Safari, เกาะ Sentosa, Singapore Flyer และ Duck Tour ที่ สำคัญยังมีอาหารอร่อยๆ ให้ลองลิ้มชิมรสกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นบักกุตเต๋, ข้าวมันไก่และสะเต๊ะ    ดินแดนลอดช่องแห่งนี้ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก

อันดับ  3   เมือง กรุงเทพมหานคร  Bangkok  ประเทศ ไทย  Thailand
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  10,209,900 คน / นักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 5.8  จากปี  2008   คิดเป็นจำนวนคน ลดลงประมาณ 6 แสนคน    )


 

กรุงเทพฯเป็นเมืองที่สามที่มีนักท่องเที่ยวมาเข้าชมมากที่สุด  นักท่องเที่ยวหลัก คือ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและประเทศ ญี่ปุ่น ในสามปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวไทยได้รับความเดือดร้อนลดลง 6%เนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศที่นำไปสู่การปิดสนามบิน  การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มสีต่างๆ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กำหนดเป้าหมายตลาดแหล่งทางเลือกอื่นๆเพิ่มเติม จากกลุ่มประเทศย่านอาเซียน, ตะวันออกกลางและประเทศจีน

กรุงเทพมหานคร การันตีรางวัลเกี่ยวกับท่องเที่ยวมามามามากมายจากทั่วโลกที๋โหวตให้   เมื่อต้นปีที่ผ่าน  กรุงเทพมหานครเมืองหลวงของไทย ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 16,000 คน ให้ได้รับรางวัล World’s Best City หรือเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก ประจำปี 2553

กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ดีที่สุดในโลก จากการประกาศผล World’s Best Award ประจำปี 2010 ที่จัดโดยนิตยสาร Travel & Leisure นิตยสารด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐฯ อยู่ในเครือของ American Express จะทำการประกาศผลหลังจากที่ทำการออกแบบสอบถามผู้อ่านให้จัดลำดับแบ่งตาม ประเภทรางวัล อาทิ เมืองที่ดีที่สุด หมู่เกาะที่ดีที่สุด โรงแรมที่ดีที่สุด สายการบินนานาชาติที่ดีที่สุด เป็นต้น  ทั้งนี้การพิจารณาเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกจะ พิจารณาจาก
1.สถานที่ ทัศนียภาพ ความสวยงามและร่มรื่น
2.ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี
3.อาหารการกิน
4.แหล่งชอปปิ้ง
5.ความเป็นมิตรของผู้คน
6.ความคุ้มค่าของเงิน

และกรุงเทพ ไม่ได้ติดอันดับจากนิตยสารท่องเที่ยวฉบับนี้ฉบับเดียว แต่กรุงเทพติดการเกือบทุกที่ ที่มีการจัดอันดับทั่วโลก
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เกือบทุกที่ทั่วโลกก็ vote ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุด อาทิเช่น ประเทศนอร์เวย์นี่ vote ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวในโลก 7 ปีซ้อน  

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ชาวต่างชาติประทับใจมากที่สุด คือ พระบรมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

สถานที่นักท่องเที่ยวชอบไปในกรุงเทพ ปทุมวัน ตลาดนัดสวนจตุจักร  ราชประสงค์ถนนข้าวสาร ถนนสีลม ประตูน้ำ-พระพรหม-แยกราชดำริ สวนจตุจักร วัดพระแก้ว-วัดโพธิ์ สถานีรถไฟหัวลำโพง

มีคำพูดจากคนไทยหลายๆคนจากเวปพันทิพย์ เกี่ยวกับ กทม ว่า

“นิตยสาร Conde’ Nast Traveler ซึ่งเป็นนิตยสารด้านท่องเที่ยวที่มียอดขายสูงสุด และเป็นที่นิยมและมีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดในแวดวงท่องเที่ยวของอเมริกา นี่ ถ้าคนอยู่ในวงการท่องเที่ยวก็จะรู้จักดี เป็นนิตยสารในเครือของ diners clue ก็ทำการสำรวจ ว่ากรุงเทพนี่เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในเอเชีย ถึง 7 ปีซ้อนแล้วครับ โดยไม่เสียแชมป์ให้ที่อื่นเลย ตั้งแต่ปี 2001 อะครับ

นิตยสาร Business Traveller Asia-Pacific ของฮ่องกง ยกย่องกรุงเทพฯ เป็นเมืองยอดเยี่ยมสำหรับการพักผ่อน อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค ครับ

นิตยสาร Travel and leisure นี่ก็เป็นนิตยสารท่องเที่ยวทีขายดีมากของอเมริกา โดยมีการพิมพ์ขายใน สหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน ตุรกี จีน ออสเตรเลีย และเอเชียใต้ อื่นๆ อีกมากมายก ยอดจำหน่ายเขา 4.5 ล้ามเล่นต่อเดือน ก็ vote ให้กรุงเทพเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของโลก ในปี 2010 ครับ ก่อนหน้านั้นกรุงเทพก็ติด 1-5 มาตลอดครับ มีเชียงใหม่ปนมาบ้างครับ นิตยสารนี้ของ amex ครับ

และ best tourist country ที่จัดโดยประเทศนอรเวย์นี่ ประเทศไทยก็ได้รับการ vote เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุด 7 ปีซ้อนแล้วเหมือนกัน

ไม่ต้อง นับผล vote จากนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่ประเทศไทยและกรุงเทพ ก็ติดอันดับมาตลอด และนิตยสารอื่นๆ ที่ผมไม่ได้ยกขึ้นมาอีกมากมาย
กรุงเทพ นี่ได้เกือบทุกครั้งที่มีการจัดครับ

คนไทยคนกรุงเทพ อาจไม่ชอบ แต่อย่างว่าต่างชาติเขาชอบ กรุงเทพนี่รวมความหลากหลายจริง ๆ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ของเรา เซ็นทรัลเวิลด์ พารากอน นี่ก็ติดอันดับโลกในด้านต่างๆ เอเชีย แหล่ง shopping เรา ราชประสงค์ จตุจักร นักท่องเที่ยวก็นิยม

แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนะธรรม ไม่ว่าจะเป็น วัดพระแก้ว วัดอรุณ ก็สวยๆ ทั้งนั้น

แหล่งท่องเที่ยว กลางคืน เราก็มีพร้อมหมด สีลม รัชดา rca ข้าวสาร
แม่น้ำเจ้าพระยาของ เหล่าก็ไปล่องเรือดูสบายๆ บรรยากาศตอนกลางคืนเปิดไฟสวยมาก

อยากไป ทะเลจากกรุงเทพ ก็เดินทางเพียงไม่กี่ชม ก็จะได้เจอทะเลสวยๆมากมาย ถ้าเอาใกล้หน่อย ก็พัทยา มีความบันเทิงครบ ทะเลสวยหน่อย ก็เสม็ด หัวหิน ซึ่งก็ไม่ไกลจากกรุงเทพ ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชม ก็ถึงทะเลแล้ว

อาหาร การกินในกรุงเทพ เป็นแหล่งรวบรวม มีทุกชาติอาหารกิน ฝรั่งเศส จีน ไทย ญี่ปุ่น อื่นๆ แถมราคาก็ไม่แพงอีก

การเดินทางในกรุงเทพ โดยเฉพาะแหล่งสำคัญ ตอนนี้การเดินทางก็ง่าย mrt bts ก็ครอบคลุม แหล่งใหญ่ๆ หมดแล้ว

โรงแรม 5 ดาว ริมน้ำเรา ก็มีชื่อเสียงระดับโลก โอเรียนเต็ล เพนนินซูล่า แชงกรีล่า หรือจะโรงแรมในเมือง โฟร์ซีซั่น แกรนด์ไฮแอท ก็ติดอันดับโลกทังนั้นๆ และไม่ใช่อันดับท้ายๆ เป็นอันหนึ่งของโลก อันหนึ่งของเอเชีย มาแล้วทั้งนั้นในด้านการบริการ

ห้องอาหารสวยๆ ที่ติดอันดับโลก sirocco at  State Tower ก้ถือว่าเป็นห้องลอยฟ้า แบบเปิด ที่สูงที่สุดในโลก และยังรับ vote ว่า หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ เปิดโผสุดยอดบาร์ลอยฟ้าที่ ดีที่สุดในโลก

สปาของหลายๆแห่งก็มีชื่อ เสียงติดอันดับโลก

กรุงเทพรวมไปด้วยความหลากหลาย ถ้าบางคนจะไม่เชื่อ หรือโยงเข้าเรื่องการเมือง ก็คงต้องทำใจ เพราะเกือบทุกที่ ที่มีการจัดนี่ กรุงเทพติดอันดับตลอดครับ เพราะถ้าคุณจะไม่เชื่อ ก็คงจะไม่ต้องไม่เชื่อหมด ทุกที่ ที่มีการจัด เพราะกรุงเทพ ได้เกือบนิตยสารท่องเที่ยวเกือบทุกฉบับครับ”

“กรุงเทพฯติดอันดับเมืองท่องเที่ยวที่อาหารการกินดี ที่สุดด้วยนะคะ
และเราก็เชื่อผลโหวต ว่ากรุงเทพสุดยอดดดดที่สุด เราเพิ่งกลับจากเกาหลี
ยอมรับว่าอากาศ ความเป็นระเบียบเค้าดีกว่าเรา แต่ความหลากหลายสู้เรา
ไม่ได้ ถ้าการท่องเที่ยวฯ กับรัฐบาล ทำงานกันดีๆรับรองได้ไม่มีที่ไหนสู้ได้
คิดดูแค่อนุเสาวรีย์ กับน้ำพุคลองชองเกชอน เกาหลีเอามาเป็นที่ท่องเที่ยวได้
แล้วของเราล่ะ ราชดำเนินทั้งเส้นอ่ะ ตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะค่ะ วัดเกาหลีไม่เห็น
มีอะไร เลย อิฐเป็นก้อนๆเอามาเรียงๆ ของเราปราณีตสุดๆ ”

“เราว่าเมืองไทยไม่ได้รับโหวตเพราะถูกอย่างเดียวหรอก ค่ะ อย่าดูถูกบ้านตัวเองกันนัก แล้วอย่าไปคิดว่าฝรั่งจะมีเงินใช้เป็นถุงเป็นถังกันทุกคน

โรงแรมคืน ละหลายแสนที่เมืองไทยก็มี คืนละหลักร้อยก็มี เพราะฉะนั้นไม่ว่าฝรั่งรวยหรือจนก็สามารถมาเที่ยวเมืองไทยได้หมด ไม่ใช่เฉพาะคนจนๆ ถึงจะเลือกมาเที่ยวเมืองไทย

เมืองไทยมีสถานที่ท่อง เที่ยวเยอะแยะ หลากหลาย เราก็เคยท่องเที่ยวมาบ้าง ประเทศอื่นสวยกว่าเมืองไทยก็มีเยอะค่ะ แต่รวมๆแล้วเมืองไทยเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเท่ี่ยวที่หลากหลายมากประเทศ หนี่ง
คือคุณมาประเทศไทยแล้ว ได้เที่ยวเกือบทุกรุปแบบในราคาที่ไม่แพง เราว่าตรงนี้ก็คือความคุ้มค่าค่ะ”

“คยไปเมืองนอกมา 2-3 แห่ง
ไปเที่ยวบ้านเค้าก็สนุก ดีนะ
อย่างสิงคโปร์เนี่ย สะอาดเรียบร้อยมากกก แต่ขาดเสน่ห์
ของก็แพง ไม่ค่อยถูกปาก อย่างวัดหรืออาคารก็จะเล็กตามขนาดประเทศมั้ง
ชายหาดก็ทำ เทียมขึ้น แต่มีคนไปเที่ยวเยอะมาก

หรือฮ่องกงของแบรนด์เนม ถูก แต่ของตลาดนัดเค้าบางอย่าง made in thailand คิดถึงว่าเดิน JJ หรือ ถนนคนเดินที่เชียงใหม่ กำเงินไป 2000 ขนกลับบ้านกระเป๋าตุง ของบางอย่างยังทนใช้มา5-6 ปีแล้วไม่พังเลย

ไปญี่ปุ่นก็ดี บ้านเมืองเจริญมาก รถไฟวิ่งซอกซอนทุกที่ แต่ คนเยอะมากโดยเฉพาะโตเกียว แย่งกันกิน กันใช้ บ้านเค้าก็มีร้านอาหารเยอะทุกซอกทุกซอย เราเคยลงไปกินชั้นใต้ดินที่เล็กๆ ไม่มีหน้าต่างอับๆ ก็ยังเปิดเป็นร้านอาหารได้อยู่
อยู่โตเกียวรู้สึกเร่งรีบ มากๆ ตื่นเช้ามารีบออกไปทำงาน ทำงานจนดึกดื่น แล้วค่อยกลับมานอนที่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์อีก เราว่า คนทำงาน กทม. ชิลล์กว่านี้เยอะ เลิกงานมีร้านชิลล์ๆ แถวๆ สาธร สีลม เยอะแยะ (อาจจะเพราะคนไทยไม่ทุ่มกับการทำงานมากเท่าคนญี่ปุ่นก็ได้)
เพื่อนที่ทำงาน บ.ญี่ปุ่นยังบอก เจ้านายเค้าชอบอยู่เมืองไทยมาก เพราะอยู่นี่สบายมีรถประจำตำแหน่งให้ ลูกก็ได้เรียนโรงเรียนดีๆ ถ้ากลับไปอยู่โตเกียว เค้าต้องขึ้นรถไฟไปทำงานทุกวัน บางคนถูกเรียกตัวกลับญี่ปุ่นก่อนกำหนด ลูกกับภรรยาเค้ายังเลือกอยู่เมืองไทยเพื่อเรียนหนังสือต่อ จนถึงครบกำหนดได้เลย เพราะเด็กอายุ 17-18 เองยังรู้ว่าอยู่นี่สบายกว่า

เวลา กลับมา คิดถึงบ้าน เปรียบเทียบกับที่ไปเที่ยวเสมอ ยังเคยถามเพื่อนที่ไปอยู่ยุโรปแถบๆ สแกนฯ เลยว่าเป็นไง มันบอกเงียบ ฟ้าหม่น 8 เดือน เราก็คิดว๊า..ไม่มี MBK หรือ JJ หรือ Platinum ให้ช็อปเลย ฉันคงอกแตกตาย อิอิ เวลาไปเที่ยวเมืองนอกกลับมาทุกที คิดถึงเมืองไทยม๊ากก มากก ยังไงเราก็ยังคิดว่า กทม.มีเสน่ห์ น่าท่องเที่ยว อยู่เสมอ วัดพระแก้ว วัดอรุณ และวัดมรดกโลกที่อยุธยายังคงสวยงามในความทรงจำเราตลอด ”

นี่คือส่วนหนึ่งของความเห็นที่ชื่นชมบ้านเราเอง  แต่คนไทยที่ด่าประเทศตัวเองว่าได้รางวัลได้ยังไงก็มีเช่นกัน  และจากการจัดอันดับจำนวนนักท่องเที่ยว เราจะเห็นได้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยว กทม และ ไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง  จากการจัดอันดับจะเห็นว่า นักท่องเที่ยวปี 2008  มาถึงปี 2009 คนที่เข้ามาเที่ยว กทม ลดลงถึง 6 แสนคน   จากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งไว้ 12-15 ล้านคนต่อปี    และในปี 2006-2007 กทม ยังรั้งอันดับที่ 2 เมืองที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากที่สุดในโลก รองจากลอนดอน
คิดว่าเพื่อนๆ คงจะทราบว่า ปัญหาอะไรที่ทำให้ไทยเสียนักท่องเที่ยวมากขนาดนี้  สูญเงินนับแสนล้านบาท และการยังเป็นแบบนี้ต่อไป นักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้านเราลดลงเยอะกว่านี้อีกแน่นอน    เราคนไทยอยากให้รักและสามัคคีกันไว้มากๆนะคับ  ประเทศไทยจะได้พัฒนายิ่งๆขึ้นไปและนักท่องเที่ยวจะได้กลับมาเที่ยวไทยเยอะเหมือนเดิม

อันดับ  2   เมือง นิวยอร์ก  New York City  ประเทศ  สหรัฐอเมริกา  United States of America
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  10,786,100  คน / นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.1 จากปี  2008      )

เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาและอันดับต้นๆของโลก     จัดได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม และบันเทิงที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติอีกด้วยนอกจากจะเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดแล้ว **ส่วนพื้นที่ต่อประชากรยังถือว่าหนาแน่นที่สุดในสหรัฐอเมริกาลักษณะ เฉพาะของนิวยอร์กที่แตกต่างไปจากเมืองแห่งอื่นของสหรัฐ อเมริกามีให้เห็นหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ระบบขนส่งที่มีโครงข่ายขนาดใหญ่ ระบบรถไฟใต้ดินนครนิวยอร์กที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงการจราจรและผู้คนที่พลุพล่านอยู่ตลอดเวลา จึงมีคำเปรียบเปรยถึงนิวยอร์กว่าเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล  นิวยอร์กมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเกาะแมนแฮตตัน นักท่องเที่ยวมักจะแวะตามที่สถานที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงได้แก่ ตึกเอมไพร์เสตต ตึกไครส์เลอร์ ไทม์สแควร์ เทพีเสรีภาพ

เทพีเสรีภาพ
เป็นอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ และมีคุณค่าทางจิตใจ ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Statue of Liberty แต่เดิมชื่อว่า Liberty Enlightening TheWorld ตั้งอยู่ ณ เกาะเบคโล ปากอ่าวแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นของขวัญที่ชาวฝรั่งเศสมอบเอาไว้เป็นของขวัญแก่ชาวอเมริกัน ในวันที่อเมริกาเฉลิมฉลองวันชาติครบ 100 ปี ณ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2419 โดยส่งมอบอย่างเป็นทางการ โดยมี ประธานาธิบดีโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2429 ปี พ.ศ. 2527 องค์การยูเนสโก ประกาศให้อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ เป็นมรดกของโลก ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมไม่น้อยกว่า 800,000 คน ตามปกติแล้ว ประชาชนสามารถขึ้นไปชมวิวบนส่วนหัวมงกุฎของเทพีได้ แต่หลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 ทางการได้สั่งปิดอนุสาวรีย์ดังกล่าว ล่าสุด มีการเปิดให้นักท่องเที่ยว สามารถเดินทางไปที่เกาะ เพื่อชมความสวยงามของอนุสาวรีย์จากด้านล่างได้ แต่ยังตัวอนุสาวรีย์ยังปิดอยู่ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่ส่วนฐานของอนุสาวรีย์ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย
     
เซ็นทรัลพาร์ค
เป็นสวนสาธารณะขนาด 843 เอเคอร์ (3.4 ตร.กม. หรือประมาณ สนามฟุตบอล 460 สนามต่อกัน) ตั้งอยู่ในเขตแมนฮัตตันของนครนิวยอร์ก เซ็นทรัลพาร์คเปรียบเสมือนโอเอซิสสำหรับชาวแมนฮัตตัน สวนนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังจากปรากฏในภาพยนตร์และละคโทรทัศน์หลายเรื่อง ตึกเอมไพร์สเตท (Empire State Building) เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก โดยปัจจุบันสูงเป็นอันดับที่ 14 ของโลกตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ประเทศอเมริกา มีทั้งหมด 102 ชั้น สูงจากพื้นดิน 381 เมตร (1250 ฟุต) มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 2,158,000ตารางฟุต จุคนได้ 25,000 คน บนยอดสุดมีโดมสูงขึ้นไปอีก 60 เมตร จากชั้นล่างถึงชั้นที่ 86 มีโครงเหล็กเสริมอย่างดี คิดเป็นน้ำหนัก730 ตัน เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2472 สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
     
สะพานบรูคลิน
เป็นสะพานแขวนที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีความยาว 1825 เมตร ทอดข้ามแม่น้ำอีสต์ เชื่อมระหว่างนิวยอร์กซิตี แมนฮัตตัน และบรูคลิน
     
วอลล์สตรีท
ตั้งอยู่ในแมนแฮตตันตอนใต้ ก็ถือเป็นศูนย์กลางที่มีอิทธิพลต่อระบบการเงินของโลกมาตั้งแต่สงครามโลก ครั้งที่ 2 และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค
     
กราวด์ซีโร่
เป็นอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของ สหรัฐอเมริกา เนื่องจาก “กราวด์ซีโร่” เคยเป็นที่ตั้งของตึกแฝด World Trade Towerไปยังกราวด์ซีโร่ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่ช็อคคนทั้งโลกในเหตุการณ์คราวนั้น

Timesquare
ไทม์สแควร์เป็นจุดตัดสำคัญของถนนใน แมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก โดยเป็นจุดตัดของถนนบรอดเวย์ กับ ถนนเซเวนท์ เอเวนิว อีกทั้งยังเป็นจุดที่อยู่ระหว่าง ถนนเวสต์ โฟตี เซเคอนด์ สตรีท กับ ถนนเวสต์ โฟตี เซเวนท์ สตรีท ซึ่งไทม์สแควร์ทอดตัวยาวอยู่บนพื้นที่ในบล็อกระหว่างถนนซิกท์ เอเวนิว กับ ถนนเอกท์ เอเวนิว ในความยาวแนวตะวันออก – ตะวันตก และอยู่บนพื้นที่ระหว่างถนนเวสต์ โฟตีท์ สตรีท กับ ถนนเวสต์ ฟิฟท์ตี เทิร์ด สตรีท ในแนวเหนือ – ใต้ โดยไทมสแควร์เองได้กลายเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งบนฝั่งตะวันตกของย่านธุรกิจการ ค้าในเขตมิด
ทาวน์ แมนฮัตตัน

อันดับ  1  เมือง ลอนดอน  London  ประเทศ  สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ  United Kingdom Or England
(จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2009 ประมาณ  15,033,200  คน / นักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 2.0 จากปี  2008      )

ลอนดอนหนึ่งในเมืองสำคัญของโลก และเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป เมืองที่รวมเอามนต์ขลังของบ้านเมืองแบบโบราณ และความทันสมัยแบบโลกยุคใหม่เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวและมีสีสัน และด้วยความหลากหลายที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี่เอง ทำให้ลอนดอนกลายเป็นเมืองในดวงใจของนักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคน ชนิดที่ไปเยือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างไม่มีเบื่อ
เมืองลอนดอนเป็นเมืองหลวงของประเทศอังกฤษ และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการค้า,เศรษฐกิจการเงิน และมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองโลก, การศึกษา, บันเทิง, สื่อ และแฟชั่นเมืองลอนดอนยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มีระบบคมนาคมที่ดีที่สุดในโลกเช่นกัน

วัฒนธรรมเมืองลอนดอน
เมืองลอนดอนได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของโลกในด้านต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นศิลปะ, ดนตรี, งานเทศกาล, พิพิธภัณฑ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย เมืองลอนดอนยังเป็นที่พำนักของชนชาติต่าง ๆ จากทั่วโลกมากกว่า 300 เชื้อชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่หล่อหลอมวัฒนธรรมของชาวลอนดอนชาวลอนดอนมักจะเที่ยวผับที่ชื่นชอบหลังจากการทำงานในตอนเย็น โดยเฉพาะเมื่อมีการแข่งฟุตบอล และลอนดอนยังเป็นเมืองที่ทันสมัย, มีชีวิตชีวา และมีสีสัน รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก อย่าลืมที่จะลิ้มลองอาหารท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น Fish and Chip, Bangers and Mash หรือ พาย Shepherd

การกีฬาที่ลอนดอน
เมืองลอนดอนเป็นเมืองเดียวที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพงานแข่งขันกีฬา โอลิมปิกถึงสามครั้งรวมทั้งในปี 2012 และกีฬาฟุตบอลก็เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย และมีทีมดัง ๆ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Arsenal, Chelsea และอื่น ๆ กีฬารักบี้, คริกเก็ต, และโปโลก็เป็นกีฬาที่เป็นที่นิยม และมีคนคอยติดตามอยู่เสมอเช่นเดียวกัน

ช้อปปิ้งที่ลอนดอน
เมืองลอนดอนเป็นหนึ่งใน 4 เมืองใหญ่ที่มีชื่อเสียงทางด้านแฟชั่น (นอกเหนือจากปารีส, นิวยอร์ก และมิลาน) และยังเป็นบ้านเกิดของดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงมากมาย อาทิเช่น Burberry, Vivienne Westwood, Alexander McQueen, John Galliano และ Stella McCartney ที่เมืองลอนดอนยังมีห้างสรรพสินค้ามากมายไม่ว่าจะเป็นHarrods, Selfridges และ Harvey Nichols ที่เมืองลอนดอนก็ยังจัดงาน Fashion Week ปีละ 2 ครั้งเช่นกัน

แหล่งท่องเที่ยวในมหานครลอนดอน
    * London Ealing : สำหรับผู้ที่รักธรรมชาติ ที่ London Ealingจะทำให้คุณประทับใจไปกับความสวยงามของธรรมชาติ และสวนพฤกษ์ศาสตร์อันหลากหลาย
    * พิพิธภัณธ์แห่งประเทศอังกฤษ : พิพิธภัณฑ์แห่งประเทศอังกฤษเป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุ และสิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้นจากทั่วทุกมุมโลก มีภาพเขียนมากกว่า 100 ภาพ และเข้าชมได้ฟรีสำหรับผู้ที่รักงานศิลปะทุกคน
    * พระราชวังบักกิ้งแฮม : พระราชวังบักกิ้งแฮมเป็นที่พำนักของราชวงศ์อังกฤษนับแต่สมัยปี 1837 ซึ่งอาคารที่มีชื่อเสียงหลังนี้ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมงานศิลปะภาย ในมาแล้วมากมาย
    * Royal Albert Hall : นับตั้งแต่วันเปิดทำการโดยควีน วิกตอเรียในปี 1871 อาคาร Royal Albert Hall กลายเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่าง ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรม, งานแสดงดนตรีต่าง ๆ, งานประชุม, งานเต้นรำ, การแสดงบัลเล่ห์, โอเปร่า หรือแม้แต่ละครสัตว์ก็ตาม

นอกจากที่กล่าวไว้ข้างต้น เมืองลอนดอนยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกมากมาย สถานที่ด้านล่างเป็นสถานที่ที่เราแนะนำ
ว่าคุณไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด

หอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben)
บิ๊ก เบนคือสัญลักษณ์หนึ่ง ที่อยู่เคียงคู่กับนครลอนดอนมายาวนาน เรียกว่าใครเห็นหอนาฬิกานี้ก็ต้องนึกถึงลอนดอนในทันที ซึ่งหอนาฬิกานี้สูงเกือบ 320 ฟุต นามว่า “ บิ๊กเบน” นั้น ได้มาจากชื่อของ ระฆังที่ใหญ่ที่สุดในหอระฆังนั่นเอง ซึ่งยังคงดังบอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงแก่ชาวลอนดอนเรื่อยมาจนปัจจุบัน

วิหารเวสต์มินสเตอร์ ( Westminster Abbey)
อยู่ บริเวณเดียวกับหอนาฬิกาบิ๊กเบนนั่นเอง โดยภายในวิหารแห่งนี้ ได้รับการตกแต่งด้วยสไตล์โกธิคอย่างงดงาม ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของราชวงศ์อังกฤษ มาหลายชั่วอายุคน ทั้งพระราชพิธีราชาภิเษก หรือแม้กระทั่งพิธีฝังพระศพกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์หลายพระองค์ รวมทั้งบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่าง เซอร์ไอแซค นิวตั้น

หอคอยแห่งลอนดอน ( Tower of London)
หอคอยแห่งนี้เป็นที่ใช้ เก็บมหามงกุฎ และเครื่องเพชรของพระราชวงศ์อังกฤษ และเป็นสถานที่แห่งประวิติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีสีสัน ทั้งสยดสยองและน่ากลัว เนื่องจากครั้งหนึ่ง ที่นี่เคยเป็นคุกและที่ประหารมาก่อน ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของสะพาน Tower Bridge ซึ่งเป็นอีกสัญลักษณ์นึงของลอนดอน

ล่องแม่น้ำเทมส์ ( Thames Cruise)
การ นั่งเรือชมทิวทัศน์สองฝากฝั่งแม่น้ำเทมส์ ซึ่งไหลผ่านกลางกรุงลอนดอน ดูเหมือนจะเป็นการท่องเที่ยวลอนดอนที่ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่ง จุดสวยงามที่สุด เมื่อมองจากจุดกลางแม่น้ำคือ อาคารรัฐสภา บิ๊กเบน และ หอคอยลอนดอ

และสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
    *  The London Eye
    * The London Dungeon
    * West End & Westminster Abbey Tour
    * ปราสาท Kensington
ข้อคิด

ประเทศไทยยังติดอันดับ3ที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุด

ที่มา

http://www.unigang.com/Article/4103